The Hitman’s Bodyguard – แสบ ซ่าส์ แบบว่าบอร์ดี้การ์ด

เรื่องย่อหนัง
หนัง The Hitman’s Bodyguard หรือชื่อไทยว่า แสบ ซ่าส์ แบบว่าบอร์ดี้การ์ด เมื่อสุดยอดบอดี้การ์ดมือฉกาจของโลก ไมเคิล ไบรซ์ (ไรอัน เรย์โนลด์) ได้รับมอบหมายให้คุ้มครองและนำตัวนักฆ่าอันดับหนึ่งของโลกที่พยายามฆ่าเขามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ดาเรียส คินเคด (แซลมวล แอล.แจ็คสัน) ไปส่งที่ศาล

ในประเทศเนเธอร์แลนด์ในฐานะพยาน พวกเขามีเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ในการเดินทางฝ่าดงกระสุนจากนักฆ่าที่ถูกส่งมาจากเจ้าพ่ออาชญากรอย่าง วลาดิสลาฟ ดูโควิช (แกรี่ โอลด์แมน) เพื่อไปที่ศาลให้ทันเวลา เตรียมตัวพบกับบทบาทใหม่ของสองดารายักษ์ใหม่ ไรอัน เรย์โนลด์ และแซลมวล แอล. แจ็คสัน ผู้แสดงเป็น Deadpool (เดดพลู) และ Nick Fury (นิค ฟิวรี่) จากจักรวาลมาร์เวลในภาพยนตร์แอ็คชั่นคอมเมดี้ที่จะมากระตุกต่อมฮาของทุกคน
ตัวอย่างหนังออนไลน์

รีวิวหนัง
The Hitman’s Bodyguard แสบ ซ่าส์ แบบว่าบอดี้การ์ด
24 August 2017 | กำกับ Patrick Hughes

ฮิตแมนบอดี้การ์ด คือการเดินเรื่องระหว่างสุดขั้วความคิดสองสาย ได้แก่ ไมเคิล ไบรซ์ (ไรอัน เรโนลด์) บอดี้การ์ดฝีมือระดับตองเอตัวแสบ ผู้เต็มไปด้วยตรรกะเหตุผล กับนักฆ่าอึดถึกเทพนาม ดาเรียส คินเคด (แซมมัว เอล แจคสัน) ที่ใช้ชีวิตเต็มไปด้วยความท้าทาย ความบ้าบอ และดูเหมือนจะไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง

โดยเรื่องเกิดเพราะนักฆ่านามคินเคดนั้น เป็นพยานรู้เห็นเพียงหนึ่งเดียวของเผด็จการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ ซึ่งบอดี้การ์ดไบรซ์ คู่กัดระหว่างสายอาชีพจะต้องคุ้มกันเขาในฐานะพยานปากเดียว เพื่อไปให้ปากคำภายใน 24 ชั่วโมงสำหรับการล้มล้างเผด็จการตัวร้ายของเรื่อง หนังเรื่องนี้กำกับโดย แพทริค ฮัคเชส ซึ่งเคยทำ The Expendables 3 ไว้ในปี 2014 เป็นหนังตระกูลแอ็คชั่น ตลกเสียดสี เน้นเท่ไว้ก่อน โดยความเท่ของมันนี่แหละคือตัวชูโรงความฮา โดยมีลูกตลกแบบอเมริกาเป็นตัวยืนและเชื่อมซีน ส่วนใหญ่เป็นตลกหยาบคายที่การใช้คำพูดเป็นหลัก คิดมาจากไอเดียที่เอานักแสดงที่ชอบเล่นนอกบทระหว่างไรอัน กับแซมมัว เอล แจคสัน มาฉะกัน จึงเพิ่มดีกรีจิกกัด หยาบคาย และบ้าบอเข้าไปเยอะมาก ทำเอานึกถึงหนังเรื่อง RED (2010,Robert Schwentke) แต่ไปไม่ถึงความเท่ขนาดนั้น สำหรับผมแล้วมันเพียงพอที่จะทำให้บันเทิง แต่อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้มันเป็นหนังตลกที่ดี ผมจัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังบันเทิงเกรดบี ที่ถ้าจะต้องดูสนุกล่ะก็ต้องยอมให้ตรรกะบางประการพังไปบ้าง

นอกจากขาดความใหม่ในฐานะของหนังแอ็คชั่นแถวหน้า ฮิตแมนบอดี้การ์ดยังมีความเก่ากึกที่ทำให้นึกถึงรุ่นเดอะอย่าง Lethal weapon (1987), Bad boy (1995) ที่เน้นการขับเคี่ยวระหว่างตัวละครสุดขั้วสองตัว ซึ่งในที่นี้คือบอดี้การ์ดที่มีหน้าที่ “ปกป้อง” ในขณะที่อีกฟากก็จะเป็นมือปืนที่ต้อง “ฆ่า” แต่ก็ไม่ได้สนใจแนวคิดตรงข้ามนี้มากนั้น ฉะนั้นสำหรับเราแล้วดูเหมือนหนังเรื่องนี้จะเน้นสบาย ๆ ประมาณว่าสร้างเอามันส์ และดูเอามันส์มากกว่า จริง ๆ เราจะต้องได้เห็นตัวละครสองตัวจะค่อย ๆ พัฒนาตัวเองไปช้า ๆ เพื่อเห็นความดีของแต่ล่ะอีกฝ่าย และก็จะจัดการความขัดแย้งของตัวเองไปพร้อม ๆ กับคลี่คลายเหตุการณ์ปกป้องโลกเบื้องหน้า ทั้งสองฝ่ายจะได้เห็นมุมมองใหม่ของชีวิต ผ่านการเรียนรู้จากฟากตรงข้าม แบบหนังแอ็คชั่นสองขั้วชอบทำ

แต่หนังเรื่องนี้ไม่มีเวลาให้กับตัวละครมากมายนักหรอก ความขัดแย้งเลยไม่ซับซ้อน เชิงเดี่ยว และเกี่ยวกับความรักของ ไมเคิล ไบรซ์ ที่เฉาตายไปเพราะตรรกะอันมากมายของเจ้าตัวเท่านั้น ผมเลยเสียดายการปะทะกันอันลุ่มลึกของตรระกะและความไร้ตรรกะ หรืออุดมคติ “คนดี” กับ “คนปกติ” ที่มีให้เห็นซ่อนอยู่ในบท แต่ไม่ได้ถูกขับเคี่ยวออกมา บ่อยครั้งกลายเป็นความพยายามทำให้คินเคดเป็นคนดีไปเสียชิบ เราจะได้เห็นความรักที่สมบูรณ์แบบของคินเคด ได้เห็นความเป็นมาของเขา ผู้ที่เชื่อเสียเหลือเกินว่าอารมณ์ การทดลอง เป็นสิ่งที่ดี และการยอดเยี่ยมกว่าความน่าเบื่อในชีวิต (ที่ไบรซ์ชอบพูด) ก็คือสนุกกับมัน แม้ชีวิตจะเส็งเคร็งแค่ไหนก็ตาม ในขณะที่เราจะได้เห็นไบรซ์ที่พยายามทำทุกอย่างให้เพอร์เฟ็ค แต่ก็พังอยู่ตลอดเวลา ไบรซ์จะค่อย ๆ เห็นโลกใหม่ที่คินเคดมอบให้ และคินเคดก็จะให้ประโยชน์ของตรรกะที่คอยช่วยทำให้เขารอดชีวิต จนกลายเป็นความสัมพันธ์ประหลาด เป็นมิตรภาพที่น่าสนใจ แต่เนื่องจากบทมันแบนราบ ให้ความสำคัญกับอย่างอื่น ตรงนี้เลยไม่ได้อินเท่าไหร่นัก

นอกเหนือจากเนื้อเรื่องกลาง ๆ ที่เดินเอื่อย ๆ ส่วนที่ขายของหนังเรื่องนี้คือฉากแอ็คชั่น ฉากแอ็คชั่นมันทะลุดุเดือดพอควร คือถึงจะเป็นการตัดฉากแบบเก่า และใช้เพลงเมทัลแบบการโหมโรมรุ่นเก่าชอบใช้ แต่เข้าถึงอารมณ์ดี เรียกว่าตัดและ